Thai English
 
แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค (Economic Model) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 06 เมษายน 2010 เวลา 16:38 น.

แหล่งที่มา : http://www.moc.go.th      สำนักนโยบายเศรษฐกิจพาณิชย์

 

เศรษฐกิจโลกในระยะ 30 ปีที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อ GNP เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 50 แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เป็นผลมาจากการส่งออกเป็นสำคัญ

การศึกษาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของโลก (World Economic Model)
จากการศึกษาแบบจำลองทางเศรษฐกิจโลกนั้น มีความสำคัญมาก เนื่องจากหากเศรษฐกิจโลกมีความอ่อนแอจะส่งผลกระทบต่อการค้าของประเทศต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาการหดตัวของการใช้จ่ายทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหภาพยุโรป รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ แต่ส่งผลน้อยมากต่อภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากภูมิภาคเอเชียมีการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าการส่งออกรวมของภูมิภาคเอเชียสู่ตลาดโลกมีมูลค่าประมาณร้อยละ 60 ของมูลค่าการค้าโลก และมีมูลค่าการค้าภายในภูมิภาคเอเซียประมาณร้อยละ 50 นอกจากนี้ การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเอเชีย ดังนี้

1) เกิดความร่วมมือทางการเงิน

2) การปรับสมดุลในดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Adjustment)

3) การประสานความร่วมมือในนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน

4) การพัฒนาตลาดเงินในเอเชีย
การเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้การวิเคราะห์คลาดเคลื่อนได้ เช่น การวิเคราะห์การค้าของจีนจะต้องทราบว่าจีนมีระบบการค้าผ่านฮ่องกงด้วย ดังนั้น การกำหนด Model ของแต่ละประเทศอาจจะผันแปรตามระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศที่มีรายได้น้อยกับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออก จะมีความแตกต่างกันในระบบสถาบันการเงิน หรือความมีเสถียรภาพที่แตกต่างกันในตลาดการเงิน (Financial Market)
การแบ่งประเทศสำหรับแบบจำลองทางเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ประเทศกลุ่มที่ 1 ที่มีอัตราการผลิต หรือมีอัตราการค้าสูงสุดอันดับ 1 เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร โดยมีจำนวนประชากรเพียงร้อยละ 3 ของประชากรโลก แต่มูลค่าการส่งออกสูงถึงร้อยละ 30 ของมูลค่าการส่งออกโลก คือ ประเทศที่ส่งออกน้ำมัน และประเทศที่มีท่าเรือ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์ กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศกลุ่มที่มีประชากรร้อยละ 17 มีการส่งออกร้อยละ 50 ได้แก่ ประเทศในแถบยุโรป สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ Asian Tiger (เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น) กลุ่มที่ 3 ประเทศที่ส่งออกน้อยแต่มีประชากรมากถึงร้อยละ 40 ของประชากรโลก ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน รวมถึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าประเทศที่มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกยังมีระบบเศรษฐกิจการค้าที่ไม่เข้าระบบ ก่อปัญหาต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และปัญหาความปลอดภัย เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังมีระบบเศรษฐกิจที่ไม่อยู่นิ่ง และมักก่อปัญหามากมาย เช่น ปัญหาการก่อการร้าย
การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับนโยบาย (Global Policy หรือ International Policy) ถือมีความสำคัญยิ่ง โดยหากไทยสามารถหรือมีโอกาสสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศกับกลุ่มประเทศในภูมิภาค เช่น จีน และญี่ปุ่น ก็จะสามารถควบคุมและป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การส่งออกในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปถือเป็นผู้นำในด้านการส่งออก รองลงมาเป็นสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมไปถึงกลุ่มประเทศ Asian Tiger ในช่วงปัจจุบันสหรัฐฯมีการขาดดุลการค้าอย่างมาก (เอกสารแนบ) เป็นผลมาจากการที่ภาคเอกชนของสหรัฐฯมีการก่อหนี้อย่างมาก ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย และหากภาวะราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ภาคการลงทุนของสหรัฐฯหดตัว ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะงักงัน ในการนี้ การรวมกลุ่มภูมิภาค (Regional Integration) จะเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความสมดุลของเศรษฐกิจ โดยการลดการเกินดุลการขาดดุล เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกัน นอกจากนี้ การประหยัดน้ำมัน หรือหาพลังงานทดแทน (Increase Energy Efficiency) เป็นวิธีการอีกทางหนึ่งที่จะช่วยปรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้กลับมาสู่ภาวะสมดุลได้

การศึกษาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของไทย
รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล กล่าวว่า แบบจำลองเศรษฐกิจ (Economics Model) คือ แผนที่ของความคิดที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้เป็นเครื่องมือ โดยแบบจำลองตั้งอยู่บนแนวความคิดของทฤษฎีเป็นหลักสำคัญ การแก้สมการเพื่อหาคำตอบเปรียบเสมือนการคำนวณหาค่าตัวแปรว่าอุปสงค์อุปทานจะสมดุลกันหรือไม่ และสมดุลด้วยกลไกการขับเคลื่อนอย่างไร ระหว่างราคาและปริมาณ
แบบจำลองในยุคเริ่มต้นเป็นแบบจำลองของ Quesnay ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างบัญชี I-O และมีการพัฒนาให้เป็นระบบบัญชีโดยสมบูรณ์โดย Leontief เรียกแบบจำลองนี้ว่า Klien-Leontief (K-L)
ในปัจจุบัน แบบจำลองใช้บัญชีเศรษฐกิจสังคมเป็นฐานของข้อมูลเพื่อสร้างสมดุลระหว่างสถาบันต่างๆ เรียกว่า แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (Computable General Equilibrium: CGE)
 
ข้อแตกต่างระหว่าง CGE และ Klien-Leontief
CGE พัฒนาขึ้นมาจากแนวคิดพื้นฐานของ Walras ที่เชื่อว่ากลไกของราคาเป็นกลไกที่สร้างให้เกิดดุลยภาพในระบบอุปสงค์อุปทาน ราคาเป็นตัวกำหนดการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและเป็นตัวที่สร้างความสมดุลของทุกตลาด (Market Cleaning) โดยที่อุปทานถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางเทคนิคและ Marginal Productivity ของทุนและแรงงาน และราคาตลาดของปัจจัยฯ
K-L ปัจจัยด้านอุปสงค์เป็นตัวกำหนดอุปทานในระยะสั้น แต่ในเชิงพลวัตรดุลยภาพของระบบกำหนดจากสมดุลระหว่างการออม การลงทุน การสะสมทุน อัตราการเจริญเติบโตของอุปทาน จะถูกกำหนดจากการแบ่งปันระหว่างผลตอบแทนต่อทุนหรือกำไร และผลตอบแทนต่อแรงงานหรือค่าจ้าง
สำหรับประเทศไทย แบบจำลองรุ่นแรกๆ เป็นแบบจำลองชนิด Keynesian Static Model สร้างดุลยภาพโดยการนำเข้าเมื่ออุปสงค์รวมเกินกว่าอุปทานรวม ต่อมาได้มีการพัฒนาแบบจำลอง CGE ที่มีบัญชีเศรษฐกิจสังคม (SAM) เป็นฐานข้อมูลสร้างสมดุลทางบัญชีรายได้-รายจ่าย โดยมีฟังก์ชั่นการผลิตที่ชัดเจน
ในปัจจุบันหลายหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยได้หันมาใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคกันมาก เพื่อใช้ในการพยากรณ์เศรษฐกิจของประเทศในอนาคต และใช้วิเคราะห์ผลกระทบของตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ราคาน้ำมันในตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ GDP ของประเทศคู่ค้า อัตราดอกเบี้ย การใช้จ่ายภาครัฐ เป็นต้น

แบบจำลองจะมีลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจของแต่ละหน่วยงาน เช่น

1) แบบจำลองเศรษฐมิติการค้าระหว่างประเทศรายไตรมาสของไทย (QTEM) ของศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบและคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออก นำเข้า และดุลการค้าที่ผันแปรเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อวางนโยบายและกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้แข่งขันกับนานาประเทศได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ QTEM แสดงถึงความเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกันของเศรษฐกิจและปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ
อุปสงค์มวลรวม ประกอบด้วย การบริโภคของภาคเอกชน การใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุน การค้าระหว่างประเทศ
อุปทานมวลรวม ประกอบด้วยอุปทานของสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม
ปัจจัยที่กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกและนำเข้า ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของไทยและประเทศคู่ค้า GDP ของไทยและประเทศคู่ค้า ราคาน้ำมัน ดัชนีราคาส่งออกเปรียบเทียบ ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา GDP ของไทย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ราคาน้ำมัน ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม ดัชนีราคา GDP Deflator อัตราการใช้กำลังการผลิต และราคาสินค้านำเข้า
2) แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณการเศรษฐกิจ และศึกษาผลกระทบของนโยบายต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการคลัง
3) แบบจำลอง Macro Economic Model ของธนาคารแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ภายใต้กรอบนโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อ
4) แบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาค (ภาคเกษตร) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบของการปรับเปลี่ยนนโยบายและปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเกษตรของไทย
5) แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคสำหรับภาคอุตสาหกรรม ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม
6) แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและศึกษาความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายที่มีต่อเศรษฐกิจ
7) แบบจำลอง Current Quarter Model (CQM) ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบาย รวมถึงปัจจัยภายในและภายนอกประเทศต่อเศรษฐกิจ

 
ลิขสิทธิ์ © 2022 PMC CARDS:บริการรับเคลือบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิดครบวงจร เคลือบสิ่งพิมพ์ต่างๆ เคลือบงานพิมพ์ทุกชนิด พิมพ์สติ๊กเกอร์ พิมพ์สติ๊กเกอร์ม้วน แค็ตตาล็อคสี คัลเลอร์การ์ด. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย